น้ำตานองหน้า รับ 2 ศพเหยื่อจ่าคลั่ง ญาติงงปล่อยคนเสียสติทำงานได้ไง (คลิป)

เกิดเหตุนายทหารชั้นประทวน จ่าสิบเอกยงยุทธ ตำแหน่งเสมียน วิทยาลัยการทัพบก อายุ 59 ปี ได้พกอาวุธปืนไม่ทราบชนิด เข้ามาในหน่วยงาน และได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งกำลังปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงาน ในพื้นที่วิทยาลัยการทัพบก ถนนเทอดดำริ เขตดุสิต กทม.

เป็นเหตุให้นายทหารชั้นประทวนได้เสียชีวิต 2 นาย ได้แก่ จ่าสิบเอกนพรัตน์ อินทรสุนทร ตำแหน่งเสมียน วิทยาลัยการทัพบก และจ่าสิบเอกประการ สินส่ง ตำแหน่งเสมียน วิทยาลัยการทัพบก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย คือจ่าสิบเอกยงยุทธ ปัญญานุวัฒน์ สำหรับผู้บาดเจ็บได้ถูกนำส่งเข้ารับการรักษาพยาบาลทันที ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าโดยด่วนแล้ว

หลังก่อเหตุ จ่าสิบเอกยงยุทธได้หลบหนีออกไปจากหน่วยทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารได้ร่วมกันติดตามและสามารถจับกุมตัวได้บริเวณด้านหน้าหน่วย สำหรับสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ ข้อมูลจากกองทัพบก ระบุว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นหน่วยต้นสังกัดให้ข้อมูลว่าอาจจะเกิดจากความเครียดและปัญหาทางสุขภาพ

ล่าสุด ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมายังโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีครอบครัวผู้เสียชีวิต ครอบครัวของ จ.ส.อ.ประการ สินส่ง อายุ 46 ปี เสมียน วิทยาลัยการทัพบก เสียชีวิตที่โรงพยาบาล โดยบรรดาญาติทั้งพ่อแม่ และภรรยาผู้เสียชีวิต อีกทั้งน้องสาวนั่งโศรกเศร้าเสียใจครอบครัวรอแพทย์ชันสูตรพลิกศพเพื่อนำใบไปยื่นขอใบมรณบัตร และดำเนินการพิธีทางศาสนาต่อไป

จ.ส.อ.ประพจน์ หรือ จ่ากบ เพื่อนสนิทผู้เสียชีวิต ระบุว่า ในช่วงที่เกิดเหตุนั้น ตนเองกำลังทำงานอยู่ และไม่ได้ยินเสียงปืนเมื่อโทรศัพท์มือถือตนเองดังขึ้น ทราบจากเพื่อนร่วมงานในตึกใกล้เคียง ระบุว่ามีเหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้น เพียงไม่นานก็เห็นผู้คนตึกใกล้เคียง แตกตื่นวิ่งออกมานอกตึกกันหลายคน และตนเองก็ได้ยินเสียงประกาศ และต้องออกจากพื้นที่ กั้นคนเอาไว้เพื่อปิดโซนพื้นที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าในขณะนั้นไม่มีใครทราบได้ว่า มีใครเป็นอะไรหรือไม่ และมาทราบกันในภายหลังว่าเพื่อนสนิทตนเองถูกยิง เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาล
ส่วนตัว จ.ส.อ.ประการ สินส่ง อายุ 46 ปี ผู้เสียชีวิต ทำงานตั้งแต่สมัยเป็นลูกจ้าง และสอบติดนายสิบ บรรจุเข้าราชการกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งเพื่อนตนเองนั้นมีครอบครัว อยู่กับพ่อแม่ น้องสาว และภรรยา ไม่มีลูก อยู่ภายในแฟลตทหาร เพื่อนสนิทตนเองนั้นเป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง ไม่มีปัญหากับใคร อยู่ข้างใครก็จะทำให้คนนั้นมีแต่เสียงหัวเราะ เพื่อนฝูงจะรักใคร เขาเป็นคนขี้เล่น และรักเด็กมาก ใครมีลูกหลานในแฟลตทหารก็จะซื้อขนมช่วยเลี้ยงดูให้ พาไปว่ายน้ำต่าง ๆ

หลังทราบว่าเกิดเหตุในพื้นที่กรมทหาร ยอมรับว่าตกใจมากเกินความคาดคิด อีกทั้งทางด้าน จ.ส.อ.ยงยุทธ มังกรกิม อายุ 58 ปี ผู้ก่อเหตุ ทำงานที่เดียวในตึกเดียวกับเพื่อนตนเอง เรียกว่าระยะหลังมานี้ จ.ส.อ.ยงยุทธ ประสบอุบัติเหตุ และต้องผ่าตัดสมอง และตั้งแต่เกิดเหตุเกือบปี ก็ไม่ค่อยได้เข้ามาทำงาน นาน ๆ จะเข้ามา แต่งกายใส่ชุดทหารเข้ามาทำงาน
จริงแล้ว จ.ส.อ.ยงยุทธ ผู้ก่อเหตุ ยังอยู่ในช่วงพักรักษาตัว และยังไม่ถึงช่วงที่จะต้อง กลับมาทำงาน แต่เนื่องด้วยเขาอาจจะมีปัญหาทางสมอง ก็สวมใส่ชุดมาเข้ามาทำงานแวะเวียนบ้างบางครั้ง ซึ่งจริงแล้วนั้นในปีหน้า เรียกว่า จ.ส.อ. ยงยุทธ จะประจำการจะปลดเกษียณอายุราชการแล้ว แต่มาก่อเหตุการณ์เช่นนี้ก่อน
ส่วนตัวจากที่พูดคุยกับเพื่อน ๆ และคนที่รู้จัก จ.ส.อ. ยงยุทธ ก็ประเมินกันว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านสมอง ของ จ.ส.อ.ยงยุทธ เพราะอาจะขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทานยาไม่ครบตามแพทย์สั่งและมาก่อเหตุ ยอมรับว่า จ.ส.อ.ประการ เพื่อนตนเองนั้น เรียกว่าสนิทเปรียบเสมือนญาติ เพราะในทุกวันทุกเย็นจะรับประทานอาหารด้วยกันที่แฟลตเป็นประจำ เสียใจมากจนไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้เพียงมาช่วยเหลือครอบครัวของเพื่อน มาช่วยจัดการเรื่องร่างของเพื่อน และจัดแจงเตรียมการเรื่องวัด ตอนนี้ขอตกลงกับครอบครัวก่อนว่าจะนำร่างไปที่วัดใด

นางเรวดี สินส่ง แม่ผู้เสียชีวิต อายุ 68 ปี ระบุว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องอะไรเลย ไม่ได้ยินเสียงอะไร ตนเองพักอยู่ที่แฟลตทหาร และมีคนโทรมาแจ้งว่าลูกชายถูกยิง จึงรีบลงแฟลตมาเพื่อดูที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่เข้าได้ปิดกั้นพื้นที่เอาไว้ ไม่ให้เข้าไปข้างใน ซึ่ง จ.ส.อ. ยงยุทธ ผู้ก่อเหตุ นั้นไม่ได้เป็นเพื่อนกับลูกชาย เขาเป็นจ่าสิบเอกทำงานเสมียนเหมือนกัน ภายในตึกเดียวกันกับลูกชาย ซึ่งไม่ได้รู้จักมักคุ้นอะไรกัน
แต่ทางด้าน จ.ส.อ. ยงยุทธ นั้นสมองประสาทหลอนประสาทไม่ดี เนื่องจากประสบอุบัติเหตุผ่าตัดสมองมา ตอนนี้แพทย์ยังไม่ได้พูดอะไร ทราบเพียงว่าลูกชายถูกยิงที่หัวเช่นเดียวกัน แล้วมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะนี้รอแพทย์ชันสูตรพลิกศพอยู่ ยืนยันว่าลูกชายเป็นคนขยันทำงาน เข้าทำงานทหารตั้งแต่สมัยเป็นลูกจ้าง จนเพิ่งบรรรจุได้เมื่อปี 2546 แต่นับรวมแล้วน่าจะเกือบ 20 ปี มีภรรยา และดูแลพ่อแม่กับน้องมาอย่างดี
ทางกองทัพยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับญาติ มีผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาลแวะเข้ามาเยี่ยมครอบครัวแล้ว โดยลูกชายตนเองถูกยิงเข้าที่บริเวณหัว แต่จุดไหนนั้นตนเองก็ยังไม่ทราบ ตอนนี้เสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายมาเสียชีวิตกะทันหันเช่นนี้
จากการสอบถามล่าสุดทราบว่าครอบครัวได้มีการตกลง จะนำร่างของผู้เสียชีวิต ทั้ง จ.ส.อ.ประการ สินส่ง อายุ 46 ปี และ จ.ส.อ.นพรัตน์ อินทสุนทร เสมียน วิทยาลัยการทัพบก ไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดแก้วฟ้าจุฬามณี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในวันพรุ่งนี้ โดยในวันนี้ไม่สามารถนำร่างออกจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากยังคงต้องผ่าชันสูตรพลิกศพจากแพทย์ ก่อน

โดยร่างของ จ.ส.อ.นพรัตน์ อินทสุนทร ชันสูตรพลิกศพอยู่ที่ สถาบันนิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฏ ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จะนำร่างออกจากโรงพยาบาล เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และร่างของ จ.ส.อ.ประการ สินส่ง ชันสูตรพลิกศพที่สถาบันนิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยจากข้อมูลทราบว่ามีการนำร่างออกจากโรงพยาบาลในช่วง 13.00 น. เป็นต้นไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.