ล่าสุดลุงทุกข์หนัก เล่านาที จนท.ให้เซ็นถอน หอบเงินแสนฝากแบงก์ ตกค่ำแจ้งเหลือแค่ 9 หมื่น

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากนายนิพนธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ชาวบ้านที่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ว่า มีเรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เมื่อพ่อตาหอบเงินแสนไปฝากธนาคารแห่งหนึ่งสาขาในอ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ช่วงค่ำเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาบอกว่า เงินฝากไม่ครบเหลือแค่ 90,000 บาท ให้มาเซ็นนำเงินออกจากบัญชี

แต่ตนในฐานะลูกเขยและลูกๆ อีกหลายคนไม่ยอม เพราะพ่อตายืนยันนับเงินได้จำนวน 100,000 บาทไปฝากจริงๆ ก่อนไปฝากหลายคนก็ช่วยกันนับ จนถึงขณะนี้ตกลงกันไม่ได้ ขอดูกล้องวงจรปิดจากธนาคารก็ยังไม่ชัดเจน และธนาคารพยายามให้พ่อตาเซ็นยอมรับสภาพให้ถอน 10,000 บาท ให้จงได้ ยังไม่มีข้อสรุป และตนเห็นความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ จึงฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับชาวบ้านที่นำเงินไปฝากธนาคาร

นายนิพนธ์ เปิดเผยว่า นายสาวถี อายุ 54 ปี พ่อตาตนนำเงิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่พ่อตาและลูกสาวเก็บหอมรอมริบ จากการเปิดร้านขายขนมและขายของ พ่อตาหอบเงินแสนไปฝากธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาอ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 เวลาประมาณเที่ยงเศษ โดยภาพวงจรปิดของธนาคารยื่นเงิน เป็นธนบัตรพันบาทและแบงก์ร้อยยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร

จากนั้นพ่อก็หันหลังเดินไปนั่งอยู่เก้าอี้ โดยไม่ได้ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ผ่านไปประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ก็ยื่นสมุดเงินฝากธนาคารให้พ่อตา พ่อตาเปิดดูมีการรันตัวเลขเงินฝาก เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท จากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน แต่ปรากฏว่าตอนเย็นเวลาทุ่มเศษของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ธนาคารก็โทรมาบอกพ่อตาว่า เงินที่ฝากมีแค่ 90,000 บาท พ่อตาก็ตกใจ ทำไมเป็นแบบนี้ ก็นับครบอยู่

ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารออกมาหาที่บ้าน ให้พ่อตาเซ็นเพื่อธนาคารจะได้นำเงิน 10,000 บาท ออกมาจากบัญชี แต่พ่อและลูก ๆ ไม่ยอม ต่อมาวันที่ 30 ส.ค.65 พ่อและลูกๆเดินทางไปที่ธนาคารในตัวจ.อุดรธานี โดยทางผู้จัดการแจ้งว่ามีเงินไม่ครบ และชี้แจงว่าเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารนับเป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 62 ใบ รวม 62,000 บาท และธนบัตรใบละ 100 บาท จำนวน 280 ใบ รวมเป็นเงิน 28,000 บาท รวมยอดทั้งสิ้น 90,000 บาท

และทางธนาคารพยายามให้พ่อเซ็นยอมรับเพื่อจะเอาเงิน 10,000 บาท ออกจากบัญชี แต่พ่อและลูกๆ ไม่ยอม ตนสงสัยความผิดปกติตั้งแต่ตอนแรก ไปขอกล้องวงจรปิดจากธนาคารก็ให้มาเพียงด้านหน้าและเหมือนภาพตัดต่อ เริ่มสงสัยจึงขอตัวเต็มไปอีก แต่ที่ได้ภาพมาก็ยังไม่เต็ม ตนไม่รู้เรื่องแบบนี้จึงถ่ายเป็นคลิปโทรศัพท์มา เบื้องต้นยังตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่า ให้ไปฟ้องเอา คงต้องให้ศาลตัดสิน

ตอนนี้พ่อตาผม สภาพจิตใจแย่มาก คิดมาก นอนไม่หลับ กินข้าวน้อยลง ผมไปถามพ่อตาแล้วยืนยันว่า เอาเงินแสน นับครบมั้ย พ่อตาผมก็บอกว่า พ่อตาและแม่ยาย และลูกชายอีกคนพากันนับถึง 3 ครั้ง ครบ 100,000 บาท ก่อนจะนำมาฝากธนาคาร คงไม่ว่าใครผิดใครถูก แต่อยากฝากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ ถึงคนฝากให้ยืนดูการนับเงินอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์เลย

ส่วนพนักงานธนาคารก็ขอให้เช็คดีๆ ว่าตังครบหรือไม่ครบ ถ้าไม่ครบก็ให้ทักท้วงตอนนั้นเลย ไม่ใช่ผ่านมา 6-7 ชม.ค่อยมาแจ้ง และหากเงินหายแค่ 500 หรือ 1,000 คงไม่ได้ว่า แต่นี่หายเป็นหมื่น มันหนักสำหรับพวกเรากว่าจะหาเงินได้ และเป็นแบบนี้ใครก็รับไม่ได้ ผมว่ามันแปลกเกินปกติ เจ้าหน้าที่มาเจรจาที่บ้านให้พ่อตาเซ็น พ่อตาก็ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง จนเขาบอกว่าจะแจ้งความเพื่อให้ไกล่เกลี่ยกัน จนถึงตอนนี้ก็ตกลงกันไม่ได้ นายนิพนธ์ กล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นายสาวถี อายุ 54 ปี เปิดเผยว่า ยืนยันว่านำเงินจำนวน 100,000 บาท ไปฝากธนาคารจริงๆ เราช่วยกันนับหลายคน ก่อนนำเงินไปฝาก พอไปถึงธนาคารก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ ก็เลยไปนั่งเก้าอี้รอเพราะปวดขา พอเสร็จเจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ไปรับสมุดบัญชี เปิดสมุดบัญชีดูเห็นเงินฝาก 100,000 บาท ก็กลับมาบ้าน

พอตกเย็น เจ้าหน้าที่โทรมาบอกว่าเงินไม่ครบมีแค่ 90,000 บาท เงินพ่อขาดอยู่ 10,000 บาท ให้มาเซ็นยินยอมที่ธนาคารว่า นำเงินเข้าแค่ 90,000 บาท ซึ่งพ่อตกใจมาก คิดว่ามันแปลก หากไม่ครบ ทำไมถึงไม่ทักท้วงตั้งแต่อยู่ในธนาคาร

Leave a Reply

Your email address will not be published.