เด็ก 3 ขวบถูกซ้อมโคม่าแม่หิ้วทิ้ง รพ. ช็อกซ้ำน้องเพิ่งตาย แฉพิรุธก่อนเผ่นพร้อมผัวใหม่ (คลิป)

วันนี้ 1 ก.ย. 65 นางอนันต์ มาเจริญศรี อายุ 64 ปี ร้องขอความช่วยเหลือกับอมรินทร์ ทีวี หลังหลานสาววัย 3 ขวบ 4 เดือน ชื่อ น้องเจ้าขา ซึ่งเป็นลูกคนที่ 2 ของลูกชายตนชื่อ นายณัฐพล ทองดวง อายุ 28 ปี โดนทำร้ายร่างกายสาหัส และอาจจะพิการติดเตียงตลอดชีวิต อีกทั้งยังทราบมาอีกว่าหลานชายคนเล็กอายุ 2 ขวบ 1 เดือน ทราบชื่อน้องพีพีได้เสียชีวิตอย่างปริศนา ทำให้เจ้าตัวและครอบครัวเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลานทั้ง 2 คน จึงขอปรึกษาแนวทางและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นางอนันต์ บอกว่าเดิมทีลูกชายกับ นางสาวซ่อนกลิ่น (นามสมมติ) อายุ 28 ปี อดีตลูกสะใภ้ ใช้ชีวิตอยู่กันร่วม 9 ปี แต่เมื่อก่อนอยู่กันที่ต่างประเทศ เพิ่งจะกลับมาที่บ้านตนใน จ.ชลบุรี ได้ 3 ปีกว่าและมีการจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 29 ต.ค. 61 จากนั้นทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกัน 2 คนคือ น้องเจ้าขา กับน้องพีพี โดยปกติแล้วตนจะเป็นคนช่วยเลี้ยงดูมาโดนตลอด เพราะลูกกับนางสาวซ่อนกลิ่นต้องออกไปทำงานข้างนอก

จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมี.ค. 65 นางสาวซ่อนกลิ่นบอกกับตนว่าจะเข้า กทม. เพื่อนำตัวพ่อของเขาไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่จะขอเอาน้องพีพีไปอยู่ด้วย บอกว่าถ้าอาการพ่อดี ประมาณ 2-3 อาทิตย์จะพาลูกกลับมา กลางเดือนเม.ย. 65 นางสาวซ่อนกลิ่นเดินทางมาที่บ้านตน แล้วบอกว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่วันจะมารับน้องเจ้าขาไปเข้าโรงเรียนที่ กทม. ตนก็ตอบไปว่า “ถ้าจะเอาไป ฉันจะมีสิทธิ์อะไร ฉันเป็นแค่ย่า ถ้าจะเอาไปก็เอาไปซิ จะได้ไปเรียนด้วยกันเลย” แล้ววันที่ 21 เม.ย. 65 นางสาวซ่อนกลิ่นก็เดินทางมารับ “น้องเจ้าขาไป ส่วนลูกชายตนก็ทำงานบริษัทรถอยู่ที่ จ.ชลบุรี เหมือนเดิม

หลังจากนั้นตนก็วิดีโอคอลคุยกับหลานทั้ง 2 คน ได้ประมาณ 2 ครั้ง ก็มีอยู่จังหวะนึงที่มีผู้ชายรับสาย ตนก็ถามว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร เขาก็บอกว่าเป็นแฟนใหม่ของเขา ตนก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน และใจลึก ๆ ก็คิดว่าพูดเล่น เพราะไม่เห็นว่าเขากับลูกชายตนจะมีปัญหาอะไรกันด้วย กระทั่งช่วงต้นเดือน พ.ค. 65 เป็นต้นมา ลูกชายบอกว่านางสาวซ่อนกลิ่นติดต่อมาขอหย่าหลายครั้ง ลูกชายก็ต้องลางาน 5-6 ครั้ง ในช่วง 1 เดือน เพื่อไปคุยไปเคลียร์กับนางสาวซ่อนกลิ่นที่ กทม. ว่าเกิดอะไรขึ้น บางครั้งนัดแล้วฝ่ายหญิงก็ไม่มาตามนัด เลื่อนไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ตกลงกันไปเซ็นใบหย่าในวันที่ 23 พ.ค. 65 เพราะลูกชายก็รับไม่ได้ที่นางสาวซ่อนกลิ่นมีแฟนใหม่ อาศัยอยู่กันที่หมู่บ้านเอื้ออาทรบางบัวทอง 1 ตึก 17 ชั้น 5 จ.นนทบุรี

หลังจากเซ็นใบหย่าได้แค่ 1 วัน วันที่ 24 พ.ค.65 ทางหัวหน้าที่บริษัทก็โทรให้ลูกชายไปเขียนใบลาออก เนื่องจากลางานบ่อยเกินไป ทำให้หลังจากนั้นลูกชายก็ตกงาน กลับมาอยู่กับตนที่บ้าน จ.ชลบุรี และไม่ได้เจอลูกทั้ง 2 คนอีกเลย จากนั้นวันที่ 27 พ.ค. 65 นางสาวซ่อนกลิ่นก็มีการติดต่อมาขอเงิน 5,000 บาทจากลูกชายตน อ้างว่าเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร ถ้าไม่ให้เขาจะให้ทนายฟ้องลูกชายตน เพราะตอนเซ็นใบหย่าตกลงกันไว้ว่าฝ่ายชายจะต้องมีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู และจ่ายค่าการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ทั้ง 2 คนเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าผู้เยาว์ทั้ง 2 จะบรรลุนิติภาวะ และจบการศึกษาขั้นสูงสุด โดยทำการจ่ายเงินดังกล่าวทุกวันที่ 30 ของเดือน แต่ตอนนั้นลูกชายตกงาน ก็เลยไม่ได้โอนเงินให้ และก็ยังไม่มีการโดนฟ้องอะไร
แล้วเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 65 ตนสังเกตว่าเงินอุดหนุนของน้องพีพีที่ได้รับจาก อบต.ท่างาม จ.พิษณุโลก บ้านเกิดของตนไม่เข้าบัญชีมา 2 เดือนแล้ว จากเดิมที่จะได้เดือนละ 600 บาท ในขณะที่ของน้องเจ้าขาเข้าปกติ จึงมีการประสานสอบถามไปยัง อบต. ปรากฏเจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่เงินของน้องพีพีไม่เข้า เพราะน้องเสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.65

วันที่ 4 ส.ค. 65 ตนก็เลยเดินทางไปเช็คที่ สภ.บางบัวทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นางสาวซ่อนกลิ่นพักอาศัยกับแฟนใหม่ ปรากฏว่าที่โรงพักไม่มีการมาแจ้งตาย จึงติดต่อไปที่โรงพยาบาลบางบัวทอง ถึงได้รู้ว่าน้องพีพีเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในใบมรณบัตรระบุสาเหตุว่า “เลือดออกในช่องท้องจากภัยอันตรายต่อช่องท้อง” แล้วตอนนั้นโรงพยาบาลก็บอกว่าได้แจ้งไปยังโรงพักแล้ว แต่ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรต่อ ตนก็เลยงงว่าเกิดอะไรก็ได้ขึ้น ทั้งที่วันที่ 21 เม.ย. 65 ตนเจอน้องพีพีครั้งสุดท้าย ตอนที่นางสาวซ่อนกลิ่นพามารับ น้องเจ้าขาไป ตอนนั้นเด็กทั้ง 2 คนยังร่างกายแข็งแรง ตนสังเกตเห็นเพียงแค่ว่าบริเวณศีรษะของน้องพีพีมีแผลเป็นนิดหน่อย เพราะปกติแล้วน้องจะโกนผมตลอด ตอนนั้นตนก็ถามนางสาวซ่อนกลิ่นแล้วว่าแผลเป็นเกิดจากอะไร เพราะตอนที่อยู่กับตนอยู่กับตน ตนทะนุถนอมมาก และน้องไม่ดื้อด้วย ไม่ขี้งอแง เลี้ยงง่าย แต่เขาก็บอกว่าน้องหกล้ม ตนก็ไม่เอะใจ คิดว่าคงเป็นวัยกำลังซนของเด็กด้วย ไม่คิดว่าสุดท้ายน้องจะเสียชีวิต ต่อมาตนกับญาติก็โทรศัพท์ไปคุยกับนางสาวซ่อนกลิ่นเพื่อถามว่าน้องพีพีเสียชีวิตด้วยอะไรกันแน่ แต่แฟนหนุ่มของเขาก็บอกว่าน้องป่วยหลายโรค และไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ซึ่งตนก็เอะใจแล้วว่ามันผิดปกติ เพราะน้องแข็งแรงมาตลอด แล้วตนก็ถามสารทุกข์สุขดิบของน้องเจ้าขาต่อ เขาก็บอกว่าน้องสบายดี น้องเข้าโรงเรียนแล้ว กลับมาจากโรงเรียนก็มีพยาบาลมาช่วยเลี้ยงดู

จนกระทั่งวันที่ 8 ส.ค. 65 ทางเจ้าหน้าที่ พมจ.นนทบุรี โทรมาหาตน บอกว่าน้องเจ้าขาเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กทม. โดยนางสาวซ่อนกลิ่นนำมาส่งไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 65 อ้างว่าเด็กมีอาการชักหลังกลับจากไปเล่นกับเพื่อน แต่สภาพเด็กที่มาถึงมีอาการชักเกร็ง สมองขาดออกซิเจนไปประมาณ 2 ชั่วโมง หน้าเขียวช้ำ เลือดออกที่ตาซ้าย เลือกคลั่งในสมองชั้นนอก ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองไป 1 ครั้ง ตามลำตัวมีรอยฟกช้ำ ถูกโกนผมและมีแผลที่หลังศีรษะ ทั้งที่ปกติน้องจะผมยาว แล้วหลังจากนั้น นางสาวซ่อนกลิ่น”ทิ้งลูกไว้ที่โรงพยาบาล ไม่กลับมาดูแลอีกเลย ติดต่อไม่ได้ ทำให้ทางโรงพยาบาลต้องประสานไปยัง พมจ.นนทบุรี แล้วเจ้าหน้าที่ พม. ถึงได้ติดต่อหาญาติเด็ก จึงได้ติดต่อมายังครอบครัวตน

วันที่ 9 ส.ค. 65 ตนและครอบครัวจึงรีบเดินทางมาดูอาการของน้องเจ้าขาที่โรงพยาบาล สภาพที่เห็นคือน้องนอนน้ำตาไหลอยู่ในห้องไอซียู ให้เครื่องข่วยหายใจอยู่ภายในห้องปลอดเชื้อ หมอบอกว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างมาก มีเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ปอดติอเชื้อ มีฝ้าบาง ๆ ที่ปอด เลือดคั่งในสมอง เส้นเลือดในตาแตก มีเลือดออกในดวงตา ลืมตาได้ มีเสมหะเยอะมาก ต้องดูดออกทุกชั่วโมง ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอด เหนื่อยง่าย พูดคุยไม่รู้เรื่องจากเดิมที่สามารถสื่อสารได้ ต้องให้อาหาร-นมทางสายยาง ต้องทำกายภาพบำบัดที่คอและขาขวาของน้องที่เกร็งทุกวัน แต่น้องเชื่อฟังและให้ความร่วมมือดี อีกทั้งหมอยังบอกว่า ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดออกจากโรงพยาบาล ที่สำคัญคือหากภายใน 6 เดือน ถ้าอาการของน้องไม่ดีขึ้น เชื้อที่ปอดไม่หาย น้องจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอดชีวิตหรือเจ้าหญิงนิทรา วันนั้นตนกับลูกชายพร้อมเจ้าหน้าที่ พม. จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.บางบัวทอง เพราะมั่นใจว่าหลานต้องถูกทารุณกรรมแน่นอน

ด้านทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร บอกว่าจากการตรวจสอบที่อยู่ของแม่เด็ก ทราบว่าอาศัยอยู่ที่เคหะบ้านเอื้ออาทร ใน อ.บางบัวทอง ในห้องเดียวกันมีผู้อาศัยอยู่ 3 คน หนึ่งในนั้นมีผู้ป่วยติดเตียง ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร นอกนั้นก็คือสามีใหม่ของแม่เด็ก และแม่ของเด็ก โดยทั้งคู่มีอาชีพเป็น รปภ. โดยเพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่าได้ยินร้องของเด็กบ่อยครั้ง หลังจากนี้จะเดินหน้าทางคดีอย่างเต็มที่ ทั้งคดีของ น้องพีพีที่เสียชีวิต โดยจะทำเรื่องขอขุดร่างน้องพีพีมาชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด
ส่วนประเด็นของน้องเจ้าขาจะขอทำเรื่องเปลี่ยนพนักงานสอบสวน ตนมองว่าหลังเกิดเหตุ คดีไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการเรียกของเด็กหรือพยานแวดล้อมมาสอบปากคำ ถ้ารีบดำเนินการตั้งแต่ตอนที่น้องพีพีเสียชีวิต ก็คงจะไม่มีเหตุการณ์น้องเจ้าขาถูกทารุณกรรมแบบนี้

นายติ๊ก (นามสมมติ) อายุ 51 ปี เพื่อนบ้าน บอกว่า ช่วงกลางเดือน ก.ค. 65 เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม ขณะที่ตนกำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมากกว่าปกติ เหมือนกับว่ามันอยู่ใกล้ ๆ ก็เลยเดินออกมาดู เห็นเด็กผู้หญิงคนดังกล่าวยืนไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกง ยืนคร่อมราวจับตรงบันใดหนีไฟระหว่างชั้น 5 กันชั้น 4 วินาทีนั้นกลัวว่าเด็กจะตกร่วงลงไป จึงรีบเข้าอุ้มเด็กออกจากราวบันใด

ขณะที่เงยหน้า จะพาเด็กไปส่งที่ห้องของนางสาวซ่อนกลิ่นเพราะตนรู้ว่าเป็นลูกของเขา ก็เห็นชายแก่ ๆ ที่อยู่ในห้องยืนอยู่ตรงทางลงบันใดหนีไฟชั้น 5 ตนก็ถามว่า “ทำไมไม่ดูแลหลานให้ดี” แต่เขาก็ไม่ตอบอะไร ตนจึงอุ้มพาไปส่งที่หน้าห้อง พร้อมกับบอกให้ชายแก่ล็อกห้องดี ๆ เด็กอาจจะเปิดออกมาเองได้ แล้วตนก็กลับห้องตัวเอง
ผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ ตนได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนเดิมร้องขึ้นมาอีกและร้องต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที ตนก็เลยเดินขึ้นมาที่หน้าห้องนางสาวซ่อนกลิ่น พร้อมกับเรียกถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ปรากฏว่ามีนางสาวซ่อนกลิ่นและผู้ชายสักลายถอดเสื้อเปิดประตูออกมา ตนก็เล่าเรื่องราวที่เจอเด็กยืนคร่อมราวบันไดหนีไฟให้ฟัง ชายสักลายก็บอกด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ปกติผมจะอยู่ที่บ้าน แต่ว่าผมทำงานกลางคืน ผมก็เลยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่ผมก็ติดกล้องไว้ในห้องนะ เอาไว้ดูเผื่อเกิดอันตรายกับคนในครอบครัวหรือเปล่า” ส่วนกับนางสาวซ่อนกลิ่นตนไม่เคยได้พูดคุยกัน แต่ทั้ง 2 ครั้งที่ตนเห็นเด็ก ยังไม่พบร่องรอยว่าจะมีอาการบอบช้ำหรือเนื้อตัวเป็นแผลจนผิดสังเกต

จนกระทั่งครั้งที่ 3 นางสาวซ่อนกลิ่น อุ้มเด็กผู้หญิงเดินเร่งรีบลุกลี้ลุกลน หน้าตาเคร่งเครียดลงทางบันไดหนีไฟ โดยมีผู้ชายสักลายและผู้หญิงอีก 1 คน คาดว่าเป็นเพื่อนลงไปด้วย สภาพเด็กที่ถูกอุ้มลงไปนั้นนอนแน่นิ่ง ไม่เห็นเลือด แต่ตนไม่เห็นด้านหน้าว่ามีบาดแผลอะไรไหม และไม่ได้ส่งเสียงร้องเหมือนครั้งก่อนก่อนที่ผ่านมา ตนก็ถามว่าเป็นอะไร นางสาวซ่อนกลิ่นบอกสั้น ๆ ว่า “เด็กไม่สบาย จะพาไปโรงพยาบาล” และหลังจากวันนั้นตนก็ไม่เคยเห็นครอบครัวนี้อีก รวมถึงไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องอีกเลย
ซึ่งตนมองว่าสิ่งที่บุคคลซึ่งอยู่ภายในห้องของนางสาวซ่อนกลิ่น มีความผิดปกตินั้นก็คือพวกเขาจะไม่ขึ้นลงตามบันไดหลักแต่จะใช้บันไดหนีไฟขึ้นลงทุกครั้ง ส่วนเด็กชายที่เสียชีวิตนั้น ตนยอมรับว่าส่วนตัวไม่เคยเห็นกับตา

ทีมข่าวเดินทางไปยังมัสยิดอิกอม่าตุ้ลอิสลาม จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ฝังร่างน้องพีพี ตามศาสนาอิสลาม ถูกนำมาฝังจริงเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 65 นายเจี๊ยบ เจ้าหน้าที่อาบน้ำศพประจำมัสยิด อายุ 56 ปี บอกว่าตนเป็นคนอาบน้ำศพให้กับน้องพีพีเองกับมือ โดยร่างของน้องถูกนำมาโดย นางสาวซ่อนกลิ่นและครอบครัวประมาณ 5-6 คน รวมถึงตนจำได้ว่าน้องเจ้าขาก็มาด้วย แต่ไม่เห็นชายสักลายลักษณะคล้ายแฟนใหม่ของเขา แต่เรื่องสาเหตุการเสียชีวิตตนไม่ได้ถาม
สภาพร่างของน้องมีร่องรอยการผ่าชันสูตรที่บริเวณหน้าท้อง หลัง ศีรษะด้านหลัง ซึ่งเป็นปกติของศพที่มีการส่งผ่าชันสูตรที่ตนเคยเห็นมาตลอด ยืนยันว่าไม่พบร่องรอยฟกช้ำดำเขียวหรือบาดแผลอื่น ๆ ตามร่างกาย อวัยวะเพศไม่มีส่วนไหนหักหรือผิดรูป หน้าตาของน้องยังหล่อ ผิวขาว ขนาดนั้นที่เห็นยังเสียดายเลย

โดยตนบอกว่าที่ผ่านมาตนอาบน้ำให้ศพมาเยอะ หากศพไหนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือโดนทำร้ายร่างกายมา ตนก็จะรู้ทันที เพราะสภาพบาดแผลส่วนใหญ่จะฉกรรจ์ ไม่มีการเย็บ ถ้าแขนหัก ขาหัก คอหัก ก็จะรู้โดยสัญชาติญาณของตน แต่กับศพของน้องพีพี ตนยืนยันว่าตัวเองอุ้มศพขึ้นกับมือและไม่พบร่องรอยเหล่านั้นจริง ๆ ส่วนกับสีหน้าท่าทางของ นางสาวซ่อนกลิ่น ผู้เป็นแม่ เท่าที่ตนเห็นก็มีการร้องไห้ด้วยความเสียใจ แต่ไม่ถึงขั้นฟูมฟาย
หลังจากมีการฝังร่างน้องเสร็จตนก็ไม่เห็นนางสาวซ่อนกลิ่นกับครอบครัวเดินทางมาที่นี่อีกเลย จนกระทั่นายณัฐพล พ่อของเด็กและย่าก็เดินทางมาที่นี่ พร้อมกับถามหาหลุมศพของน้องพีพี เมื่อตนพาไปที่หลุมศพทั้งคู่ก็ร้องไห้ แต่ตนก็ไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

Leave a Reply

Your email address will not be published.